เลี้ยงเพราะรักหรือหวังให้ตอบแทน ความกตัญญูเป็น ความรู้คุณ ผู้มีใจกระจ่างมีสติมีปัญญาบริบูรณ์รู้อุปการคุณที่ผู้อื่นกระทำ แล้วแก่ตน ผู้ใดก็ตามที่ทำคุณแก่ตนแล้วไม่ว่าจะมากก็ตามน้อยก็ตามแล้วก็ตามระลึกนึกถึงด้วยความซาบซึ้งไม่ลืมเลย 

                    อย่างที่เราทราบกันดีว่าเราโตมาพร้อมกับค่านิยมของคนไทยเกี่ยวกับศาสนาโดยเน้นเรื่องบาปบุญคุณโทษ เด็ก ๆ แทบทุกคนถูกปลูกฝังค่านิยมเรื่องการเป็นคนกตัญญูรู้คุญพ่อแม่ว่าโตมาต้องเลี้ยงดูตอบแทนที่พ่อแม่เลี้ยงเรามา หรือบางคำพูดที่ว่า เลี้ยงพ่อแม่ไปแล้วจะเจริญ ตัวอย่างของการปลูกฝังค่านิยมเหล่านี้เช่น การจัดกิจกรรมค่าย  ธรรมมะของโรงเกหรียนต่างๆโดยที่นิยมทำกันคือการเปิดคลิปแม่คลอดลูก เพื่อให้ลูกสำนึกบุญคุณพ่อแม่และมีการ ปลูกฝังค่านิยมเหล่านี้ผ่านทางละครในทีวีหรือสื่อออนไลน์ต่างๆ

ซึ่งแต่ละครอบครัวย่อมเรามีความต้องการในเรื่องการตอบแทนบุญคุณที่แตกต่างกันอยู่แล้วโดยจะยกตัวอย่าง ปัจจัยมาเปรียบเทียบ ดังนี้ ระหว่างครอบครัวคนรวยกับครอบครัวคนจนก็จะมีวิธีการเลี้ยงแตกต่างกัน สำหรับ ครอบครัวคนรวย (อาจจะไม่ใช่ทุกครอบครัว) หรือคนที่มีฐานะส่วนใหญ่จะเลี้ยงลูกโดยไม่ได้หวังว่าลูกจะต้องตอบแทน หรือเลี้ยงดูพ่อแม่ไปจนตาย แค่เพียงให้ลูกสามารถเติบโตขึ้นมาแล้วเลี้ยงตัวเองได้ก็พอแล้ว อาจจะเป็นเพราะว่าพวก เขามีกำลังทรัพย์มากพอที่จะจ้างคนมาดูแลพวกเขาโดยไม่ต้องเดือดร้อนลูก ๆ แต่ตรงข้ามกับครอบครัวคนที่มีฐานะ ไม่ได้ร่ำรวย (อาจจะไม่ใช่ทุกครอบครัว) การเลี้ยงลูกของพวกเขาคือหวังให้ลูกเติบโตมาแล้วมาเลี้ยงดูจุนเจือครอบครัว ต่อไป อาจจะเพราะครอบครัวเหล่านี้มาได้มีเงินมากเพียงพอที่จะจ้างคนมาดูแลเหมือนครอบครัวคนรวย อีกทั้งการ เลี้ยงลูกของสังคมเมืองกับสังคมชนบทก็แตกต่างกัน เช่น สังคมชนบทจะมีความใกล้ชิดกับวัดมากกว่าสังคมเมือง เด็ก  ๆ ที่เติบโตจากที่นั่นจะถูกสอนว่าโตขึ้นมาควรเลี้ยงดูตอบแทนบุญคุณพ่อแม่โดยมีการนำเรื่องบาปบุญมาอ้างว่าถ้าไม่ เลี้ยงดูพ่อแม่จะเป็นบาปติดตัวชีวิตจะไม่เจริญ นอกจากนี้หากครอบครัวไหนที่เลี้ยงดูลูกมาด้วยความรักความเอาใจใส่  ย่อมส่งผลให้ลูกพร้อมที่จะตอบแทนบุญคุณพ่อแม่อย่างเต็มใจในแบบของตัวเอง และก็ยังมีบางคนในสังคมที่ไม่ได้โตมา กับพ่อแม่ อาจจะอยู่กับญาติ หรือ ผู้อุปถัมภ์ แต่พอโตขึ้นพ่อแม่แก่ลงกลับต้องการให้ลูกมาส่งเสียเลี้ยงดูตอบแทน พระคุณที่ให้กำเนิดมา จริงๆแล้วควรตอบแทนผู้มีบุญคุณมากกว่า ในใจลึกๆทุกๆคนรู้อยู่แล้วว่าใครมีบุญคุณกับเรา  เพราะผู้มีบุญคุณอย่างกรณีนี้ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นพ่อและแม่ 

                   การไม่ได้เลี้ยงดูพ่อแม่ไม่ได้แปลว่าเป็นการอกกตัญญูเราต่างมีภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบตัวเอง แต่ก็ไม่ใช่ ทอดทิ้งพ่อแม่โดยไม่สนใจความเป็นอยู่ของท่าน การตอบแทนพ่อแม่ทำตามกำลังเราเท่าที่ไหวดีกว่า ไม่ใช่ว่าเราจะไม่ เลี้ยงดูพ่อแม่ แต่การตอบแทนพ่อแม่มีหลากหลายวิธีการ อาจจะเป็นการที่ไม่ทอดทิ้งให้อยู่ตัวคนเดียว การอยู่ข้างๆ ตลอดดูแลเอาใจใส่ การมีชีวิตที่ดีในอนาคตไม่ทำให้ทพ่อแม่เดือดร้อน นอกจากนี้มันก็ขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของแต่ละคน ด้วยว่า อยากจะตอบแทนบุญคุณพ่อแม่หรือไม่ ฉะนั้นการแก้ปัญญาที่ดีที่สุดคือผู้สูงอายุต้องเรียนรู้วิถีแห่งการออมด้วย ตัวเอง (ที่ไม่ใช่การรอรับเงินจากลูกทุกเดือน) เพื่อใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพและการรักษาพยาบาลเพราะเงิน ประกันสังคมไม่เพียงพอต่อให้รัฐบาลเปลี่ยนผ่านกี่สมัยมันก็ไม่มากไปกว่านี้วันหนึ่งพวกเราก็ต้องแก่ และมีลูกหลาน สืบทอดเจตนารมณ์ต่อไป มันจึงอยู่ในจุดสำคัญแล้วว่า คุณจะบริหารความสัมพันธ์ระยะยาวกับพวกเขาอย่างไร คุณ สร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้แก่พวกเขาหรือยัง และคุณเตรียมตัวเองได้ดีแค่ไหนที่จะมีชีวิตบั้นปลายที่สมบูรณ์ไม่สร้าง ความหนักใจให้ใคร ความกตัญญูเป็นสิ่งสวยงาม แต่ไม่ใช่ข้ออ้างในการที่จะผลักภาระอันหนักอึ้งให้ใครเพียงคนใดคน หนึ่ง